สัตว์มีพิษกัดต่อย

สัตว์มีพิษที่กัดต่อยนั้นมีหลายชนิด ตั้งแต่สัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่ และมีพิษแตกต่างกันออกไป เช่น แมงป่อง ผึ้ง แมงมุม งู สุนัข ฯลฯ ซึ่งถ้าหากถูกสัตว์มีพิษเหล่านี้กัดต่อยแล้วอาจถึงแก่ชีวิตได้ อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัดต่อยที่สำคัญ ได้แก่

  1. แผลถูกงูกัด การถูกงูพิษกัด อาจมีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของงูพิษ ซึ่งมีอาการเกิด ขึ้นได้ 3 ทางคือ
    • พิษต่อประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง ทำให้ เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ และที่สำคัญทำให้หยุดหายใจ
    • พิษต่อโลหิต เช่น งูแมวเซา งูกะปะ และ งูเขียวหางไหม้ ทำให้เลือดออกตามที่ต่างๆ เช่น ผิวหนัง ปัสสาวะเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด เป็นต้น
    • พิษต่อกล้ามเนื้อ เช่น งูทะเล ทำอันตรายต่อเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก และอาจถ่ายปัสสาวะเป็นสีดำได้


    การปฐมพยาบาลแผลถูกงูกัด ปฏิบัติได้ดังนี้

    • รัดบริเวณเหนือแผลให้แน่นด้วยสายยาง เชือก หรือผ้าก็ได้ โดยรัดระหว่างแผลกับหัวใจ
    • พยายามอย่าให้ผู้ป่วยหลับ
    • ห้ามใช้ยากระตุ้นหัวใจเป็นอันขาด เพราะจะทำให้พิษเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น
    • รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที และถ้าสามารถบอกชนิดของงูที่กัดได้ก็จะยิ่งดี เพื่อสะดวกในการฉีดเซรุ่มแก้พิษงู อ่านเพิ่มเติม

การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

ในการปฐมพยาบาลจะต้องมีการประเมินสภาพการบาดเจ็บและต้องดำเนินการให้การปฐมพยาบาลก่อนที่จะทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเจ็บอย่างไรก็ตามในสภาวะที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ทั้งของผู้ที่ทำการช่วยชีวิตและผู้ป่วยเจ็บในขณะนั้น ชีวิตและ/หรือความปลอดภัยของผู้ป่วยเจ็บนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการในการช่วยชีวิตและการเคลื่อนย้ายก่อนที่จะทำการปฐมพยาบาลหรือให้การรักษาต่อไป การปฏิบัติการช่วยชีวิตจะต้องทำอย่างรวดเร็วและปลอดภัย การปฏิบัติด้วยความสะเพร่าหรือรุนแรงเกินไปในระหว่างให้การช่วยเหลือ จะยิ่งทำให้การบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น


เหตุผลสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มี 
2 ประการ

  1. อาการของผู้ป่วยไม่ปลอดภัยจำเป็นต้องรีบนำส่งรพ.
  2. สถานการณ์ในที่เกิดเหตุไม่ปลอดภัย เช่น อ่านเพิ่มเติม

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

ขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR)

หมายถึง การปฏิบัติเพื่อช่วยชีวิตคนหัวใจหยุดเต้นหรือ คนที่หยุดหายใจอย่างกะทันหันโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์แต่อย่างไร แต่เพียงใช้แรงมือกดที่หน้าอก และเป่าลมเข้าปากผู้ป่วย ก็สามารถ    ทำให้หัวใจที่หยุดเต้น สามารถกลับมาเต้นใหม่ได้  เลือดไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้เราสามารถช่วยชีวิตคนที่เรารักหรือคนที่เราพบเห็นได้

1. ตรวจดูระดับความรู้สึกตัว ให้เรียกหรือเขย่าตัวผู้ป่วย ขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉินโทร.1669 

2. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงาย   คุกเข่าข้างตัวผู้ป่วยใช้มือหนึ่งประคองศีรษะ อีกมือหนึ่งอ้อมรักแร้มาที่ไหล่ พลิกผู้ป่วยนอนหงาย

3. เปิดทางเดินหายใจ   ใช้มือกดหน้าผาก อีกมือหนึ่งดันคางให้หน้าแหงนขึ้น ถ้ามีสิ่งขัดขวางทางเดินหายใจเช่น เศษอาหาร หรือ สิ่งแปลกปลอมอยู่ในปากให้ใช้มือล้วงออกเพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่ง

4. ตรวจดูการหายใจ มองไปทางปลายเท้าผู้ป่วยให้หูชิดกับปากผู้ป่วย เพื่อฟังเสียงหายใจ แก้มสัมผัสลมหายใจ ตาดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก ประเมินว่า ผู้ป่วยหายใจได้เองหรือเปล่า ถ้าผู้ป่วยหายใจเองได้จัดให้นอนตะแคงกึ่งคว่ำเพื่อพัก

5. ช่วยหายใจด้วยการเป่าปาก ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจให้เป่าปาก โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือที่อยู่เหนือศีรษะ บีบจมูกให้แน่น ฝ่ามือกดหน้าผากให้หน้าแหงนขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกข้างเชยคางผู้ป่วยขึ้น ผู้ช่วยเหลือสูดหายใจเข้าเต็มที่ประกบปากกับผู้ป่วยให้สนิท แล้วเป่าลมเข้าปากผู้ป่วยช้าๆ แต่แรง ประมาณ 10-12 ครั้งใน 1 นาที สังเกตดูว่าขณะที่เป่าลมเข้า หน้าอกของผู้ป่วยจะกระเพื่อมขึ้น

6. ตรวจชีพจรในเวลา 5-10 นาที วางนิ้วชี้และนิ้วกลางบนหลอดลมของผู้ป่วย แล้วเลื่อนลงไปด้านข้างระหว่างหลอดลมกับกล้ามเนื้อคอ คลำการเต้นของชีพจรเส้นเลือดใหญ่ที่คอ พร้อมสังเกตการหายใจของผู้ป่วย
- ถ้าคลำชีพจรได้ แต่ไม่หายใจ ให้ช่วยหายใจด้วยการเป่าปากทุก 5 วินาที โดยนับหนึ่ง…และสอง…และสาม…และสี่…และห้า… เป่าปาก 1 ครั้ง (10-20 ครั้ง ใน 1 นาที)
- ถ้าคลำชีพจรไม่ได้หรือหัวใจหยุดเต้น ให้ช่วยกดหน้าอก

7. การกดหน้าอก คุกเข่าข้างตัวผู้ป่วย วางนิ้วชี้และนิ้วกลาง (มือขวา) บริเวณปลายกระดูกหน้าอก วางฝ่ามือซ้ายต่อจากนิ้วชี้บนกระดูกหน้าอก เอามือขวาทับมือซ้าย ผู้ช่วยเหลือเหยียดแขนตรง โน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอก ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนออกแรงกดที่ฝ่ามือให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1.5-2 นิ้วกดหน้าอกสม่ำเสมอ 15 ครั้ง ใน 10 วินาที โดยนับหนึ่ง…และสอง…และสาม…และสี่…จนครบ 15 ครั้ง สลับกับเป่าปาก 2 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ทำ 4 รอบใน 1 นาที

(อัตราประมาณ 80 ครั้งใน 1 นาที)
สำหรับผู้ช่วยเหลือ 2 คน คนหนึ่งกดหน้าอก 5 ครั้ง สลับกับคนที่สองเป่าปาก 1 ครั้ง (อัตราประมาณ 60 ครั้งใน 1 นาที)

8. ตรวจชีพจรและหายใจซ้ำ ทุก 3-4 นาที และให้การช่วยเหลือ อ่านเพิ่มเติม

การห้ามเลือด

การห้ามเลือด (Control hemorrhage) 
การห้ามเลือด   (Control hemorrhage)    หมายถึง  การทำให้เลือดที่ไหลหยุดทันทีทันใด   การห้ามเลือดโดยทั่ว  ๆ ไป    จะกระทำได้ในรายที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งมีการตกเลือดภายนอกเป็นส่วนใหญ่  ๆ และอาจทำได้หลายวิธี  แล้วแต่ตำแหน่งหรือการตกเลือดนั้นมีมากหรือน้อยเพียงใด  ในการห้ามเลือดแต่ละครั้ง  อาจใช้วิธีการหลายอย่างเข้าด้วยกัน    เพื่อให้การห้ามเลือดประสบผลสำเร็จ

กลไกการห้ามเลือดของร่างกาย
ตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีวิธีการทำให้เลือดหยุดได้โดย

1.  เลือดมีคุณสมบัติพิเศษ    ซึ่งเมื่อมาอยู่นอกเส้นเลือดแล้วอาจแข็งตัวได้ (Clot)  และการแข็งตัวของเลือดนี้เอง   จะอุดช่องทางตรงที่เลือดออกได้

2.  ความดันเลือดจะต่ำลงเองเมื่อร่างกายมีการตกเลือด    ซึ่งจะทำให้กระเเสเลือดไหลช้าลงด้วย  ทำให้เลือดมีโอกาสแข็งตัวได้เอง    เพื่อปิดช่องทางที่เลือดออกได้ง่ายขึ้น

3.  เส้นเลือดส่วนนั้นจะตีบตัวเล็กลงได้   เลือดก็จะออกน้อยลง

แม้ว่าเลือดจะหยุดเองได้    แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ ๆ   เลือดก็ไม่อาจหยุดออกเองได้   จำเป็นจะต้องได้รับการห้ามเลือดตั้งแต่ต้น   เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิต

มีวิธีการต่างๆ  ในการห้ามเลือด    เมื่อเลือดไหลออกมาภายนอกและไม่หยุดไปเองโดยกลไกของร่างกายดังกล่าวแล้ว   จำเป็นต้องมีการห้ามเลือดซึ่งก่อนสัมผัสกับบาดแผลและเลือด   ผู้ปฐมพยาบาลต้องระวังการติดเชื้อจากผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย   ด้วยการสวมถุงมือยาง   หรือหาวัสดุใกล้ตัวเช่น  ถุงพลาสติกสวมก่อนปฏิบัติ  การห้ามเลือดมีหลายวิธี   ดังนี้คือ

การห้ามเลือดโดยวิธีกดแผล  (Direct pressure and Elevation)
1.ใช้ฝ่ามือหรือนิ้วมือ  กดลงบนแผลหรือตรงที่มีเลือดออก  ในกรณีที่เกิดบาดแผลที่บริเวณแขนหรือขาให้ยกส่วนนั้น ๆ   ให้สูงไว้เพื่อให้เลือดไหลมาสู่บริเวณนั้นน้อยและช้าลงวิธีนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเป็นบาดแผลเล็ก ๆ

2.ถ้าบาดแผลกว้าง   ให้ใช้ผ้าสะอาดพับวางบนบาดแผลแล้วจึงกด   การกดอย่ากดแรงเกินไป   เพราะอาจจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่เป็นไปตามปกติ    แล้วสังเกตดูว่าเลือดหยุดหรือไม่   ถ้าเลือดยังไม่หยุดและซึมผ้ามาก    อย่าปิดแผลเพื่อเอาผ้าทิ้ง    ให้ใช้ผ้าใหม่ปิดและกดทับลงไปเพราะถ้าเอาผ้าซับทิ้งบ่อย ๆ  จะเป็นการรบกวนการแข็งตัวของเลือด    ถ้าการห้ามเลือดด้วยการกดแผลได้ผลควรใช้ผ้าสะอาดพันทับแล้วผูกไว้  ข้อควรระวังคืออย่าผูกแน่นเกินไป   ในรายที่มีกระดูกหักร่วมด้วยต้องทำให้ส่วนนั้นอยู่นิ่งมากที่สุด

3.ถ้ามีการตกเลือดจากบาดแผลที่ต่ำกว่าข้อพับข้อศอก  หรือข้อเข่า ให้ใช้ผ้าหรือสำลีม้วนวางที่ข้อพับของข้อศอกหรือข้อเข่า   พับข้อศอกหรือข่อเข้านั้นไว้แล้วใช้ผ้าพันรอบ ๆ  ข้อพับนี้ไว้ให้แน่น  ทั้ง ๆ ที่ข้อพับนั้นยังพับอยู่   วิธีนี้เรียกว่าวิธีใช้ “Pad and bandage”
ก.        สวมถุงมือป้องกันติดเชื้อ
ข.       ใช้ผ้าก๊อซสะอาดวางบนแผลแล้วกด
ค.       เลือดไม่หยุดใช้ผ้าชิ้นใหม่กดทับเพิ่มอีก
ง.        พันผ้าแล้วผูกไว้    ยกอวัยวะให้สูงขึ้น

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การปฐมพยาบาล
การปฐมพยาบาล หมายถึง การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ
ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่จะหาได้ในขณะนั้น ก่อนที่ผู้บาดเจ็บจะได้รับการดูแลรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือส่งต่อไปยังโรงพยาบาล
การปฐมพยาบาลมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ
1. เพื่อช่วยชีวิต 2. เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วย 3. เพื่อทำให้บรรเทาความเจ็บปวดทรมาน และช่วยให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว 4. เพื่อป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลังการปฐมพยาบาลแบบต่าง ๆ